รัฐช่วยติดโซลาร์ 50,000 บาทจริงไหม? อัปเดตล่าสุด ก่อนตัดสินใจติด Solar Rooftop
ช่วงนี้ใครกำลังหาข้อมูลเรื่องติดโซลาร์ น่าจะเห็นข่าว “รัฐช่วยติดโซลาร์ 50,000 บาท” ผ่านตากันมาบ้าง
พอเห็นตัวเลข 50,000 บาท คำถามก็ตามมาทันทีว่า ได้จริงไหม? ใครมีสิทธิ์? ต้องสมัครที่ไหน? แล้วถ้ากำลังวางแผนติด Solar Rooftop อยู่พอดี ควรรอโครงการนี้ก่อนหรือเปล่า?
ถ้าสรุปจากข้อมูลที่มีตอนนี้ คำตอบคือ มีการผลักดันมาตรการสนับสนุนค่าติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับครัวเรือนจริง แต่ยังไม่ได้หมายความว่าทุกบ้านจะได้รับเงิน 50,000 บาท
ล่าสุดมีแนวคิดปรับเงินสนับสนุนเป็นประมาณ 30,000–50,000 บาท ตามขนาดของระบบ รวมถึงพิจารณาลดขนาดระบบลงมาอยู่ที่ประมาณ 3 kW เพื่อให้บ้านขนาดเล็กมีโอกาสเข้าร่วมโครงการมากขึ้น แต่รายละเอียดเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
เพราะฉะนั้น ก่อนตัดสินใจจากพาดหัวว่า “รัฐช่วย 50,000 บาท” อย่างเดียว ลองมาดูกันให้ชัดก่อนว่าตอนนี้เรารู้อะไรแล้วบ้าง และมีเรื่องไหนที่ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ
บทความนี้อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 รายละเอียดของมาตรการอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการ
รัฐช่วยติดโซลาร์ 50,000 บาท มาจากไหน?
จุดเริ่มต้นของข่าวนี้มาจากแนวทางผลักดัน Solar Rooftop สำหรับภาคครัวเรือน โดยต้องการให้ประชาชนเข้าถึงการติดโซลาร์ได้ง่ายขึ้น และสามารถผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองเพื่อลดค่าไฟในระยะยาว
แม้หลายบ้านจะสนใจ Solar Rooftop อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ยังลังเลมักเป็น เงินลงทุนก้อนแรก ภาครัฐจึงมีแนวคิดเข้ามาช่วยแบ่งเบาค่าติดตั้งบางส่วน โดยช่วงแรกมีการพูดถึงเงินสนับสนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน และตั้งเป้าครอบคลุมประมาณ 500,000–1,000,000 ครัวเรือน
แต่จากข้อมูลล่าสุด มีแนวคิดที่จะปรับวงเงินให้สอดคล้องกับขนาดของระบบมากขึ้น โดยอาจอยู่ที่ประมาณ 30,000–50,000 บาทต่อครัวเรือน
ถ้าเกณฑ์สุดท้ายออกมาในรูปแบบนี้ ก็หมายความว่าแต่ละบ้านอาจได้รับเงินสนับสนุนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดระบบและเงื่อนไขที่กำหนด โดยมีวงเงินสูงสุดตามแนวทางปัจจุบันอยู่ที่ 50,000 บาท
ส่วนตัวเลขสุดท้าย วิธีการรับสิทธิ์ และรายละเอียดอื่น ๆ ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
แล้วต้องติดกี่ kW ถึงจะได้สิทธิ์?
ช่วงแรกมีการพูดถึง Solar Rooftop ขนาดประมาณ 5 kW แต่ล่าสุดมีแนวคิดที่จะลดขนาดระบบลงมาอยู่ที่ประมาณ 3 kW เพื่อเปิดโอกาสให้บ้านขนาดเล็กเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น
แต่ตรงนี้มีสองเรื่องที่ควรแยกออกจากกันให้ชัด
“ต้องติดกี่ kW ถึงจะได้สิทธิ์” กับ “บ้านของเราควรติดกี่ kW” ไม่ใช่คำถามเดียวกัน
ต่อให้ในอนาคตระบบที่ใหญ่กว่าได้รับเงินสนับสนุนมากกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกบ้านควรเลือกระบบใหญ่ เพราะขนาด Solar ที่เหมาะสมควรเริ่มจากการใช้ไฟจริงของบ้านเป็นหลัก
ลองนึกภาพบ้านที่ไม่มีคนอยู่ในช่วงกลางวัน แม้จะติดระบบใหญ่และผลิตไฟได้เยอะ แต่ถ้าในช่วงนั้นแทบไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานอยู่ ไฟที่ผลิตได้ก็อาจไม่ได้ถูกนำมาใช้เต็มที่
ในทางกลับกัน บ้านที่มีคนอยู่ช่วงกลางวัน เปิดแอร์ Work from Home ชาร์จรถ EV หรือมีอุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานหลายชั่วโมง ก็อาจเหมาะกับระบบที่ใหญ่กว่า
เพราะฉะนั้น ก่อนดูว่า “รัฐสนับสนุนระบบขนาดไหน” ลองกลับมาดูก่อนว่า “บ้านเราใช้ไฟเท่าไร และใช้ช่วงไหน” เพราะสองตัวเลขนี้มีผลต่อความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่า
ถ้าได้ 50,000 บาทจริง เราจะเหลือจ่ายค่าติดตั้งเท่าไร?
ลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ
สมมติว่าหลังจากประเมินการใช้ไฟและพื้นที่หลังคาแล้ว ระบบ Solar Rooftop ที่เหมาะกับบ้านมีค่าติดตั้งอยู่ที่ 150,000 บาท
หากในอนาคตบ้านเข้าเงื่อนไขของโครงการ และได้รับเงินสนับสนุนเต็มจำนวน 50,000 บาท เงินลงทุนที่เหลือจะอยู่ที่ประมาณ
150,000 – 50,000 = 100,000 บาท
จากนั้นจึงค่อยนำตัวเลขนี้มาคำนวณต่อว่า ระบบสามารถช่วยลดค่าไฟได้เดือนละประมาณเท่าไร และต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะคืนทุน
แน่นอนว่า 150,000 บาทเป็นเพียงตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ราคาติดตั้งจริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งขนาดระบบ แผง Solar, Inverter อุปกรณ์ที่เลือกใช้ ลักษณะหลังคา มาตรฐานงานติดตั้ง รวมถึงบริการหลังการขาย
วงเงินสนับสนุนจริงของแต่ละบ้านก็เช่นกัน ยังต้องรอเกณฑ์อย่างเป็นทางการ
แต่ถ้ามาตรการออกมาตามแนวทางที่กำลังพิจารณา เงินสนับสนุนส่วนนี้ก็จะช่วยลดต้นทุนก้อนแรก และทำให้ระยะเวลาคืนทุนของ Solar Rooftop สั้นลงได้พอสมควร
ไม่มีเงินก้อน จะมีสินเชื่อช่วยด้วยไหม?
นอกจากเงินสนับสนุน ยังมีอีกส่วนที่น่าสนใจคือ Soft Loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ
ในแนวทางที่เปิดเผยออกมา มีการพูดถึงธนาคารของรัฐอย่างธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่อาจเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop
ถ้ากลับไปที่ตัวอย่างเดิม ระบบราคา 150,000 บาท และได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท เงินส่วนที่เหลือ 100,000 บาทก็อาจมีทางเลือกในการขอสินเชื่อ แทนที่จะต้องนำเงินก้อนทั้งหมดมาจ่ายในครั้งเดียว
สำหรับบ้านที่อยากเริ่มลดค่าไฟ แต่ยังไม่อยากใช้เงินเก็บก้อนใหญ่ นี่จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของมาตรการที่น่าติดตาม
ส่วนอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน วงเงิน และคุณสมบัติผู้กู้ จะเป็นอย่างไร ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง
ติดโซลาร์แล้ว ถ้าผลิตไฟเหลือขายคืนได้ไหม?
ขายได้ภายใต้โครงการและเงื่อนไขที่กำหนด แต่เรื่องนี้ต้องแยกเป็นสองส่วน คือ ไฟที่ผลิตไว้ใช้เอง กับ ไฟส่วนเกินที่ส่งกลับเข้าสู่ระบบ
ในช่วงกลางวัน เมื่อแผง Solar ผลิตไฟฟ้าได้ ไฟจะถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์ที่กำลังทำงานอยู่ในบ้านก่อน เช่น แอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ปั๊มน้ำ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ
ถ้าผลิตได้มากกว่าที่บ้านกำลังใช้ ไฟส่วนเกินจึงสามารถส่งกลับเข้าสู่ระบบได้ตามเงื่อนไขของโครงการรับซื้อไฟ
ปัจจุบัน กกพ. เปิดโครงการ Solar Rooftop ภาคประชาชนรอบปี 2569 โดยรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี และกำหนดปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 kW ต่อมิเตอร์
อีกจุดที่หลายคนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ ไฟที่เราขายคืน 1 หน่วย ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปหักกับไฟที่ซื้อจากการไฟฟ้า 1 หน่วยแบบตรง ๆ เพราะราคาที่รับซื้อไฟส่วนเกินกับราคาค่าไฟที่เราใช้เป็นคนละอัตรากัน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการออกแบบ Solar ที่ดีไม่ได้มองแค่ว่า “หลังคาวางแผงได้เยอะแค่ไหน” แต่ต้องดูด้วยว่า “บ้านสามารถใช้ไฟที่ผลิตได้เองมากแค่ไหน”
ยิ่งผลิตแล้วใช้เองได้สอดคล้องกับพฤติกรรมของบ้าน ระบบก็ยิ่งมีโอกาสช่วยลดค่าไฟได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
แล้วเรื่องติดโซลาร์ลดหย่อนภาษีได้ 200,000 บาทล่ะ?
เรื่องนี้มีจริง และปัจจุบันมาตรการภาษีสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop มีกฎหมายรองรับแล้ว แต่ เป็นคนละมาตรการกับเงินสนับสนุน 50,000 บาท
สำหรับบุคคลธรรมดาที่ติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยและเข้าเงื่อนไข สามารถนำค่าใช้จ่ายตามจริงมาใช้สิทธิทางภาษีได้ สูงสุด 200,000 บาท
จุดที่ต้องแยกให้ออกคือ “ลดหย่อนภาษี” ไม่ได้หมายถึง “ได้เงินคืน 200,000 บาท”
ยกตัวอย่าง หากจ่ายค่าติดตั้ง Solar Rooftop ไป 150,000 บาท และค่าใช้จ่ายนั้นเข้าเงื่อนไข ก็สามารถนำจำนวนที่เข้าเกณฑ์ไปใช้ในการคำนวณภาษี ส่วนสุดท้ายจะช่วยประหยัดภาษีจริงกี่บาท ขึ้นอยู่กับรายได้และฐานภาษีของแต่ละคน
เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นข้อความประมาณว่า
“รัฐช่วยติดโซลาร์ 50,000 บาท + ลดหย่อนอีก 200,000 บาท เท่ากับรัฐช่วย 250,000 บาท”
แบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเงินสนับสนุนกับสิทธิทางภาษีเป็นคนละรูปแบบกัน
ส่วนคำถามว่า มาตรการใหม่ 50,000 บาทจะใช้ร่วมกับสิทธิทางภาษีได้อย่างไร ควรรอรายละเอียดของโครงการเงินสนับสนุนออกมาให้ชัดเจนก่อน
แล้วตอนนี้ลงทะเบียนรับเงิน 50,000 บาทได้หรือยัง?
ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 รายละเอียดของมาตรการเงินสนับสนุนยังอยู่ระหว่างการจัดทำ จึงควรรอประกาศอย่างเป็นทางการเรื่องช่องทางลงทะเบียน วันเปิดรับสมัคร คุณสมบัติ และเอกสารที่ต้องใช้
ถ้าช่วงนี้เจอโฆษณาหรือเว็บไซต์ที่ระบุว่า “ลงทะเบียนรับเงิน 50,000 บาทได้ทันที” อย่าเพิ่งรีบกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือชำระเงิน ควรตรวจสอบแหล่งที่มาให้ชัดเจนก่อน
แต่ระหว่างที่รอ ไม่ได้หมายความว่าจะเตรียมอะไรไว้ก่อนไม่ได้
สิ่งที่เริ่มทำได้ง่ายที่สุดคือ เก็บ บิลค่าไฟย้อนหลังประมาณ 6–12 เดือน และประเมินไว้ก่อนว่าบ้านของเราเหมาะกับ Solar Rooftop ขนาดเท่าไร
เมื่อรายละเอียดโครงการออกมาชัดเจนแล้ว ก็จะสามารถนำเงื่อนไขจริงมาเทียบได้ทันทีว่า บ้านเข้าเกณฑ์หรือไม่ และเงินสนับสนุนที่อาจได้รับจะทำให้การติด Solar คุ้มขึ้นมากน้อยแค่ไหน
ควรรอเงิน 50,000 บาท หรือควรติดโซลาร์ตอนนี้เลย?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกบ้าน
ถ้าเงินสนับสนุนเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ การรอให้เงื่อนไขออกมาชัดเจนก่อนก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล เพราะตอนนี้เรายังไม่รู้แน่นอนว่าบ้านไหนจะได้รับเท่าไร รวมถึงคนที่ติดตั้งไปก่อนเริ่มโครงการจะสามารถขอใช้สิทธิ์ได้หรือไม่
แต่สำหรับบ้านที่มีค่าไฟค่อนข้างสูง และเดิมทีก็วางแผนติด Solar เพื่อลดค่าไฟอยู่แล้ว มีอีกตัวเลขหนึ่งที่ควรนำมาคิดประกอบด้วย นั่นคือ “ค่าไฟที่ยังต้องจ่ายระหว่างรอ”
ลองสมมติว่าหลังจากประเมินแล้ว หากติด Solar วันนี้ บ้านสามารถลดค่าไฟได้เฉลี่ยประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน
ถ้ารออีก 6 เดือน เท่ากับมีค่าไฟประมาณ 15,000 บาท ที่อาจประหยัดได้
หากรอ 1 ปี ตัวเลขก็จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงตัวอย่าง ผลประหยัดจริงของแต่ละบ้านขึ้นอยู่กับขนาดระบบ ปริมาณไฟที่ผลิตได้ และพฤติกรรมการใช้ไฟ
แต่สิ่งที่อยากชวนให้คิดคือ ก่อนตัดสินใจรอเงินสนับสนุน 50,000 บาท ลองคำนวณอีกด้านไว้ด้วยว่า ระหว่างที่รอ เราจะยังต้องจ่ายค่าไฟอีกประมาณเท่าไร
เมื่อมีตัวเลขทั้งสองฝั่งแล้ว จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าทางเลือกไหนเหมาะกับบ้านของเราจริง ๆ
ถ้าสนใจโครงการ รัฐช่วยติดโซลาร์นี้ ตอนนี้ควรทำอะไร?
ช่วงนี้ยังไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจจากข่าวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเริ่มเตรียมข้อมูลของบ้านไว้ก่อนได้
จุดเริ่มต้นง่ายที่สุดคือ บิลค่าไฟ
จากนั้นค่อยดูต่อว่าปกติบ้านใช้ไฟช่วงไหน มีคนอยู่ในช่วงกลางวันมากน้อยแค่ไหน หลังคามีพื้นที่เท่าไร มีเงาบังหรือไม่ รวมถึงแผนการใช้ไฟในอนาคต เช่น มีแผนซื้อรถ EV เพิ่มเครื่องปรับอากาศ หรือมีคน Work from Home มากขึ้นหรือเปล่า
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยตอบได้ว่า บ้านเหมาะกับ Solar Rooftop ขนาดประมาณกี่ kW และระบบนั้นมีโอกาสลดค่าไฟได้มากน้อยแค่ไหน
จากนั้นจึงค่อยเปรียบเทียบสองทาง
ถ้าติดตอนนี้ — ลงทุนเท่าไร ลดค่าไฟได้ประมาณเท่าไร และคืนทุนเมื่อไร
กับ
ถ้ารอมาตรการ — หากได้รับเงินสนับสนุนตามเกณฑ์ ต้นทุนจะลดลงเท่าไร และระหว่างรอจะเสียโอกาสประหยัดค่าไฟไปแค่ไหน
เพราะสุดท้ายแล้ว ตัวเลข 50,000 บาทอาจดูน่าสนใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานของระบบ
ยังไม่แน่ใจว่าจะติดตอนนี้ หรือรอเงินสนับสนุน? ลองให้ PowerConneX Solar ช่วยคำนวณก่อน
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มมีคำถามว่า “แล้วบ้านเราควรติดกี่ kW?” หรือ “ถ้ารอจริง ๆ จะคุ้มกว่าติดตอนนี้ไหม?” ไม่จำเป็นต้องเดาจากค่าไฟคร่าว ๆ
PowerConneX Solar สามารถช่วยประเมินเบื้องต้นจาก บิลค่าไฟ พฤติกรรมการใช้ไฟ และพื้นที่ติดตั้ง เพื่อดูว่าระบบขนาดไหนเหมาะกับบ้านจริง ๆ
เราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าจะขายระบบ 3 kW หรือ 5 kW แต่เริ่มจากการดูว่า บ้านใช้ไฟอย่างไร แล้วค่อยออกแบบระบบให้พอดีกับการใช้งาน
หากกำลังลังเลเรื่องมาตรการ 50,000 บาท ก็สามารถลองเปรียบเทียบให้เห็นเป็น 2 กรณีได้
ติด Solar ตอนนี้ — ใช้เงินลงทุนประมาณเท่าไร มีโอกาสลดค่าไฟได้แค่ไหน และระยะคืนทุนอยู่ที่ประมาณกี่ปี
รอมาตรการสนับสนุน — หากได้รับสิทธิ์ตามเงื่อนไข ต้นทุนจะลดลงเท่าไร และเมื่อเทียบกับค่าไฟที่ยังต้องจ่ายระหว่างรอแล้ว ทางเลือกไหนเหมาะกว่า
เพียงส่งบิลค่าไฟมาให้ทีม PowerConneX Solar ประเมินเบื้องต้น ก็จะเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่าบ้านควรใช้ระบบประมาณกี่ kW และควรวางแผนอย่างไรต่อ
เพราะสุดท้ายแล้ว Solar ที่คุ้ม ไม่ได้วัดจากว่า “ติดได้ใหญ่แค่ไหน” หรือ “ได้ส่วนลดมากเท่าไร”
แต่คือระบบที่ ออกแบบให้เหมาะกับการใช้ไฟจริง และช่วยลดค่าไฟให้บ้านได้อย่างคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน
PowerConneX Solar — เริ่มจากการใช้ไฟจริง ก่อนออกแบบ Solar ที่เหมาะกับบ้านคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินช่วยติดโซลาร์ 50,000 บาท
- รัฐช่วยติดโซลาร์ 50,000 บาทจริงไหม?
มีการผลักดันมาตรการสนับสนุนค่าติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับภาคครัวเรือนจริง โดยช่วงแรกมีการพูดถึง 50,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่ข้อมูลล่าสุดมีแนวคิดปรับเป็นประมาณ 30,000–50,000 บาทตามขนาดระบบ อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
- เงินติดโซลาร์ 50,000 บาท เปิดลงทะเบียนหรือยัง?
ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับช่องทางลงทะเบียน คุณสมบัติ และเอกสารที่ต้องใช้
- ต้องติด Solar กี่ kW ถึงจะได้สิทธิ์?
ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงระบบประมาณ 5 kW ขณะที่ข้อมูลล่าสุดมีแนวคิดลดขนาดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3 kW เพื่อให้บ้านขนาดเล็กสามารถเข้าร่วมได้มากขึ้น แต่เกณฑ์สุดท้ายยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ
- ติด Solar ไปก่อนแล้ว ขอเงินย้อนหลังได้ไหม?
ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะสามารถขอรับสิทธิ์ย้อนหลังได้หรือไม่ หากเงินสนับสนุนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจติดตั้ง ควรรอเงื่อนไขของโครงการให้ชัดเจนก่อน
- เงิน 50,000 บาท กับสิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาท เป็นอันเดียวกันไหม?
ไม่ใช่ เงิน 50,000 บาทเป็นมาตรการสนับสนุนค่าติดตั้งที่กำลังผลักดันอยู่ ขณะที่ 200,000 บาทเป็นวงเงินค่าใช้จ่ายสูงสุดสำหรับสิทธิทางภาษีตามเงื่อนไข ไม่ใช่เงินสดที่รัฐคืนให้ 200,000 บาท
- ติดโซลาร์แล้วขายไฟคืนได้เท่าไร?
โครงการ Solar Rooftop ภาคประชาชนรอบปี 2569 ของ กกพ. กำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี และกำหนดปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 kW ต่อมิเตอร์ โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ
Contact 02 363 4355
Contact 083 008 6560
Line Official : @powerconnexsolar

68